หลายคนคิดว่า “ปลา” คืออาหารสุขภาพ กินเมื่อไรก็ดีต่อร่างกาย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ปลาทุกชนิดที่จะปลอดภัยเสมอไป เพราะปัจจุบันมีปลาหลายประเภทที่อาจปนเปื้อนสารอันตราย สารเร่งโต หรือเชื้อโรคแบบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จนแพทย์บางคนยังเตือนว่า หากเลือกผิด อาจเสี่ยงสะสมสารพิษในร่างกายโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะปลาราคาถูกผิดปกติ หรือปลาที่วางขายมานาน สีซีด เนื้อเละ และมีกลิ่นแรง ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจผ่านการแช่สารเคมีเพื่อยืดอายุ หรือเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม
หนึ่งในปลาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ปลาดุกเลี้ยงบางแหล่ง” เนื่องจากมีรายงานว่าบางฟาร์มใช้สารเร่งโตและอาหารคุณภาพต่ำ ทำให้ปลาโตเร็วผิดธรรมชาติ หากบริโภคต่อเนื่องในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะตับและไต

อีกชนิดที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนคือ “ปลาทะเลขนาดใหญ่” เช่น ปลาฉลาม ปลากระโทง หรือปลาทูน่าบางสายพันธุ์ เพราะมักสะสมสารปรอทในปริมาณสูง ยิ่งกินบ่อย ร่างกายยิ่งมีโอกาสสะสมโลหะหนักมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง
นอกจากนี้ ยังมี “ปลาที่ตายก่อนนำมาขาย” ซึ่งหลายคนแยกไม่ออก เพราะพ่อค้าบางรายใช้วิธีแช่น้ำแข็งหรือแต่งสีให้ดูสดใหม่ ทั้งที่ความจริงเนื้อปลาเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว หากกินเข้าไปอาจเสี่ยงอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย หรือติดเชื้อแบคทีเรียอันตรายได้ง่าย
แพทย์ยังเผยอีกว่า ปลาที่มีกลิ่นแอมโมเนียแรง เนื้อยุ่ยผิดปกติ หรือมีเมือกมากผิดธรรมชาติ ไม่ควรซื้อเด็ดขาด แม้จะลดราคาหนักแค่ไหน เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าปลาเริ่มเน่าเสียแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าดูแค่ “ราคา” แต่ควรสังเกตความสด แหล่งที่มา และวิธีเก็บรักษา เพราะอาหารที่ดูเหมือนประหยัดในวันนี้ อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก้อนใหญ่ในอนาคตก็ได้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากอยากกินปลาให้ปลอดภัย ควรเลือกปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เลี่ยงปลาที่สีผิดธรรมชาติ ตาไม่ใส หรือมีกลิ่นแรง และควรปรุงให้สุกทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคและสารปนเปื้อนที่อาจแฝงมาแบบไม่รู้ตัว
