วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศ vnexpress รายงานว่า พายุโซนร้อน โคโตะ เคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลจีนใต้ช่วงดึกคืนวันอังคาร โดยยังคงมีกำลังลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางที่ 74 กม./ชม. มุ่งหน้าสู่ชายฝั่งภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมหนักอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เส้นทางและความรุนแรงที่แน่นอนของพายุยังคงไม่ชัดเจน ตามการคาดการณ์จากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาในภูมิภาค
ตามรายงานของศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์แห่งชาติของเวียดนาม (NCHMF) เมื่อเวลา 04.00 น. วันพุธ พายุอยู่ห่างจากเกาะซองตูเตย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะตรวงซา (สแปรตลี) ไปทางตะวันออกประมาณ 540 กิโลเมตร โดยเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20–25 กม./ชม. และมีความเร็วลมสูงสุด 74 กม./ชม.
ภายในเวลา 04.00 น. วันพฤหัสบดี คาดว่าพายุจะอยู่ห่างจากเกาะซองตูเตยไปทางเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือราว 200 กิโลเมตร และความเร็วลมสูงสุดจะเพิ่มขึ้นเป็น 80–102 กม./ชม. เคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15–20 กม./ชม.
ภายในเวลา 04.00 น. วันศุกร์ พายุจะยังคงอยู่บริเวณตอนกลางของทะเลจีนใต้ ห่างจากเกาะซองตูเตยไปทางเหนือ-ตะวันตกเฉียงเหนือราว 150 กิโลเมตร และคาดว่าจะทวีกำลังขึ้นเป็น 103–117 กม./ชม. ก่อนจะเบนลงทิศตะวันตก-ตะวันตกเฉียงใต้ และเคลื่อนตัวช้าลงเหลือเพียง 5–10 กม./ชม.

ภายในเวลา 04.00 น. วันเสาร์ พายุมีแนวโน้มจะเคลื่อนมาสู่บริเวณตะวันตกของตอนกลางทะเลจีนใต้ อยู่ห่างจากเกาะซองตูเตยไปทางตะวันตก-ตะวันตกเฉียงเหนือราว 250 กิโลเมตร โดยยังคงความรุนแรงเดิมไว้ แต่ความเร็วเคลื่อนที่ลดลงเหลือประมาณ 5 กม./ชม. และยังคงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก
นายไม เวิน เคียม ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม (NCHMF) ระบุว่า ขณะนี้แบบจำลองพยากรณ์ยังให้ผลแตกต่างกัน โดยมี 2 แนวโน้มหลัก คือ พายุอาจเคลื่อนเข้าใกล้จังหวัดซาลายถึงลามดองราววันที่ 30 พ.ย.–1 ธ.ค. ซึ่งขณะนั้นคาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงหรือคงกำลังเทียบเท่าพายุโซนร้อนระดับอ่อน (74 กม./ชม.)
เคียมกล่าวว่า มีโอกาส 45% ที่พายุจะเบนขึ้นเหนือหรือสลายตัวในทะเล พร้อมย้ำว่าหากพายุขึ้นฝั่ง ปริมาณฝนจะไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาต่างประเทศให้ภาพรวมที่แตกต่างเล็กน้อย โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่าพายุมีลมกระโชกคงที่ 65 กม./ชม. ในปัจจุบัน และคาดว่าจะทวีกำลังสูงสุดถึง 108 กม./ชม. ก่อนเคลื่อนตัวช้ามากเข้าหาภาคใต้ตอนกลางของเวียดนาม ขณะที่หอดูดาวฮ่องกงคาดว่าลมสูงสุดจะไปถึง 120 กม./ชม. ในวันที่ 28 พ.ย. หลังจากนั้นพายุอาจเบนตัวขึ้นเหนือ
พายุกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ของเวียดนามที่กำลังบอบช้ำจากเหตุสภาพอากาศสุดขั้ว โดยพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและดินถล่มตลอด 10 วันที่ผ่านมา เนื่องจากฝนตกหนักช่วงวันที่ 16–21 พ.ย. ซึ่งนักอุตุนิยมวิทยาระบุว่าเกิดจากการผสมผสานของ “เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหลายเหตุการณ์”
ปี 2025 ถือเป็นปีที่มีพายุเกิดขึ้นมากที่สุดในทะเลจีนใต้ (South China Sea) ในรอบ 30 ปี โดยตั้งแต่ต้นปีมีพายุเกิดขึ้นแล้ว 15 ลูก และหย่อมความกดอากาศต่ำ 5 หย่อม รวม 20 ระบบ เทียบเท่าปี 2017 ที่มีจำนวนเท่ากัน
พายุหลายลูกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น วูติ๊บ, วิปฮา, คาจิกิ, หนงฟา, ราคาซา, บัวลอย, แมตโม, เฟิงเสิน และคัลแมกี ได้พัดถล่มหรือทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของเวียดนาม ความเสียหายจากภัยธรรมชาติปีนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวม 409 ราย ผู้บาดเจ็บ 727 ราย และความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านล้านดอง (ราว 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ในเดือนข้างหน้าอาจมีพายุหรือหย่อมความกดอากาศต่ำเกิดขึ้นเพิ่มอีก 1–2 ลูก ซึ่งยังคงเป็นภัยคุกคามต่อแผ่นดินใหญ่ของเวียดนาม.